Site icon Raise Genius School สอนสร้างหุ่นยนต์&GameMaker สำหรับเด็ก 7 ขวบถึง ม.6

ค่ายหุ่นยนต์ ประถม กับ ม.ต้น ต่างกันตรงไหน จัดรวมวันเดียวได้ไหม

ค่ายหุ่นยนต์ coding นักเรียนระดับมัธยมต้น โรงเรียน สระบุรีวิทยาคม จังหวัด สระบุรี

ต่างกันที่ เป้าหมายของกิจกรรม ไม่ใช่ต่างที่ประเภทของหุ่นยนต์ครับ ค่ายหุ่นยนต์ ประถม ควรจบที่เด็กได้ประกอบและบังคับหุ่นยนต์ของกลุ่มตัวเองจนสำเร็จอย่างน้อยหนึ่งครั้ง ส่วนค่ายของ ม.1–ม.3 ต้องมีโจทย์ที่แก้ไม่ได้ในรอบเดียว ให้เด็กได้ลองผิด แก้ไข แล้วลองใหม่ พร้อมเชื่อมไปถึงเส้นทางเรียนต่อและอาชีพ ถ้าใช้แผนเดียวกันกับทั้งสองระดับ สิ่งที่มักเกิดขึ้นคือเด็กเล็กทำไม่ทันจนต้องให้พี่เลี้ยงทำให้ ส่วนเด็กโตทำเสร็จตั้งแต่ชั่วโมงแรกแล้วนั่งรอเพื่อน

บทความนี้สรุปจากค่ายที่ทีมงาน Raise Genius School เข้าไปจัดในโรงเรียนทั่วประเทศมา 15 ปี ทั้งค่ายของน้อง ป.1–ป.4 ที่โรงเรียนยุวพัฒน์นครสวรรค์ ค่าย ป.4–6 ที่โรงเรียนอนุบาลราชบุรี ไปจนถึงค่ายมัธยมต้นที่โรงเรียนเลิศหล้ากาญจนาภิเษก และโรงเรียนอนุชนศึกษา จังหวัดกาญจนบุรี

ค่ายหุ่นยนต์ ประถม กับค่ายมัธยมต้น ต่างกันจริง ๆ อยู่ 3 เรื่อง

หนึ่ง คือความยาวของช่วงที่เด็กจดจ่อได้ ค่ายเต็มวันของเราใช้เวลาวันละ 6 ชั่วโมง เท่ากันทุกระดับ แต่เด็ก ป.1–ป.3 ต้องการการเปลี่ยนกิจกรรมถี่กว่ามาก ถ้าปล่อยให้ประกอบหุ่นยนต์ต่อเนื่องเกินประมาณ 40-60 นาทีโดยไม่มีสันทนาการคั่น จะเริ่มเห็นเด็กสมาธิหลุด ขณะที่ ม.ต้น นั่งทำภารกิจเดียวยาว ๆ ได้สบาย

สอง คือระดับของโจทย์ เด็กประถมได้ประโยชน์จากโจทย์ที่มีคำตอบชัดเจน เช่น บังคับหุ่นยนต์ให้ผ่านสนามกรวยโดยไม่ชน หรือดันกล่องออกจากพื้นที่ให้ได้ในเวลาที่กำหนด ส่วนมัธยมต้นต้องการโจทย์ที่มีมากกว่าหนึ่งวิธีแก้ ไม่งั้นจะรู้สึกว่า “ง่ายไป” ตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม

สาม คือสิ่งที่เด็กอยากได้กลับบ้าน เด็กเล็กอยากได้ชิ้นงานกับของรางวัล เด็กโตอยากได้คำตอบว่า “แล้วเรื่องนี้ไปทำอะไรต่อได้” ค่ายมัธยมต้นที่โรงเรียนเลิศหล้ากาญจนาภิเษกจึงมีช่วงพูดถึงแนวทางอาชีพและทิศทางนวัตกรรมหุ่นยนต์แทรกอยู่ด้วย ไม่ใช่แค่ประดิษฐ์อย่างเดียว

ป.1–ป.6 ทำอะไรได้จริงในค่ายหนึ่งวัน

ตัวชี้วัดที่ใช้ได้จริงคือ “หนึ่งกลุ่มย่อยต้องมีหุ่นยนต์ที่ทำงานได้อย่างน้อย 1 ตัวเมื่อจบวัน” ไม่ใช่จำนวนหัวข้อที่สอนไปได้ ค่ายที่โรงเรียนอนุบาลราชบุรีจัดให้ ป.4–6 เดินตามลำดับนี้ คือประดิษฐ์หุ่นยนต์ ต่อด้วยเขียนโปรแกรมควบคุม แล้วปิดท้ายด้วยการแข่งเก็บคะแนนรับของรางวัล เด็กทุกคนได้จับอุปกรณ์จริงตั้งแต่ชั่วโมงแรก

สำหรับช่วง ป.1–ป.3 น้ำหนักจะเทไปที่การประกอบและการบังคับมากกว่าการเขียนโปรแกรม ค่าย 3 วันเต็มที่โรงเรียนยุวพัฒน์นครสวรรค์เมื่อเดือนเมษายนจัดให้ ป.1–ป.4 ในรูปแบบนี้ เด็กได้ทำโครงงานหุ่นยนต์อัตโนมัติจริง แต่ครูผู้นำกิจกรรมจะย่อยขั้นตอนให้สั้นลงและเดินดูทีละกลุ่มถี่ขึ้น ส่วนความรู้เชิงแนวคิดอย่างเรื่อง Industry 4.0 ใส่ได้ แต่ต้องเล่าผ่านของที่เด็กเห็นในชีวิตจริง ไม่ใช่ผ่านสไลด์

ถ้าโรงเรียนอยากให้เด็กเล็กมาก ๆ ได้ร่วมด้วย เช่น ระดับอนุบาล 2 ขึ้นไป รูปแบบที่เหมาะกว่าค่ายคือ ฐานกิจกรรม STEM แบบหมุนเวียน ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มละ 20–40 คนต่อฐาน หมุนทุก 60–`10 นาที รองรับได้ 120–300 คนต่อวัน โดยทุกคนยังได้ลงมือทำจริง ไม่ใช่ยืนดูเพื่อน

ม.1–ม.3 ต้องการมากกว่า “ได้ประกอบหุ่นยนต์”

มัธยมต้นเป็นช่วงที่เด็กเริ่มเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น กิจกรรมที่ทุกกลุ่มทำเหมือนกันหมดและจบพร้อมกันจึงไม่ค่อยได้ผล สิ่งที่ได้ผลกว่าคือให้ภารกิจที่ต้องวิเคราะห์โจทย์ก่อนลงมือ แล้วเปิดให้แต่ละกลุ่มออกแบบวิธีของตัวเอง เช่นที่โรงเรียนอนุชนศึกษา กาญจนบุรี น้อง ม.ต้น เริ่มจากหลักการทำงานของหุ่นยนต์ก่อน แล้วค่อยลงมือประดิษฐ์โครงสร้าง

อีกเรื่องที่เด็กวัยนี้ตอบสนองดีคือการได้เห็นว่าเรื่องที่ทำอยู่ต่อยอดไปไหนได้ ค่ายที่โรงเรียนมัธยมวัดสิงห์จึงมีทั้งการประดิษฐ์และเขียนโปรแกรมควบคุมหุ่นยนต์ Lego EV3 ควบคู่กับการแนะแนวการเรียนต่อและอาชีพที่เกี่ยวข้องกับหุ่นยนต์ ส่วนค่ายที่โรงเรียนสามโคกออกแบบให้เน้นกระบวนการคิดเป็นหลัก โจทย์ยากกว่าปกติโดยตั้งใจ เพราะเด็กวัยนี้ยอมรับความยากได้ ถ้ารู้ว่าทำไมต้องยาก

จัดรวมประถมกับมัธยมต้นในวันเดียว ทำได้ แต่ต้องแยก 3 อย่าง

ทำได้ครับ และหลายโรงเรียนก็จำเป็นต้องทำ เพราะจองทีมงานได้วันเดียว แต่สิ่งที่ห้ามเอามารวมกันมี 3 อย่าง

สิ่งที่รวมกันได้และควรรวมคือช่วงเปิดงานกิจกรรท ทั้งการแนะนำทีมวิทยากรตอนเช้าและการให้ความรู้ เพราะสองช่วงนี้ไม่ได้ใช้ทักษะต่างกัน แล้วยังทำให้บรรยากาศทั้งงานดูเป็นกิจกรรมเดียวกัน

ครูผู้ประสานงานควรบอกทีมงานอะไรก่อนวางแผน

จากประสบการณ์ ข้อมูล 5 อย่างนี้ทำให้แผนค่ายเปลี่ยนไปเลย ซึ่งทางทีมงานจะสอบถามไปตั้งแต่ต้น

  1. ระดับชั้นจริง ๆ ที่จะเข้าร่วม ไม่ใช่แค่ “ประถม” หรือ “มัธยม” — ป.2 กับ ป.6 ต่างกันมากพอที่จะต้องเปลี่ยนกิจกรรม
  2. จำนวนนักเรียนแยกตามระดับ เรารับได้ตั้งแต่ 20 ถึง 1,000 คน (1000 คนนั้นจะเป็นต่อกิจกรรมซึ่งอาจจะกระจายหลายวัน) แต่สัดส่วนของแต่ละช่วงวัยคือสิ่งที่กำหนดตาราง
  3. เด็กเคยเจอหุ่นยนต์มาก่อนไหม โรงเรียนที่มีชุมนุมหุ่นยนต์อยู่แล้วควรเริ่มที่โจทย์ยากขึ้น
  4. ห้องที่ใช้ ควรเป็นห้องประชุมแบบปิด หรือห้องกิจกรรม ร่วมถึงชุดโสตฯ ต่างๆ
  5. ครูพี่เลี้ยงที่โรงเรียนจัดให้ได้กี่คน ทีมงานมีผู้ช่วยครูไปด้วยอยู่แล้ว แต่ครูของโรงเรียนคือคนที่รู้จักเด็กเป็นรายคน

ข้อสุดท้ายสำคัญกว่าที่คิด สสวท. เองก็เคยสรุปปัญหาการจัดการเรียนการสอนแนวสะเต็มศึกษาไว้ว่า อุปสรรคใหญ่ไม่ใช่อุปกรณ์ แต่เป็นความเข้าใจและการวางแผนของครูผู้จัดกิจกรรม (อ่านเพิ่มได้ที่ บทความของ สสวท.) ค่ายก็เหมือนกัน ทีมงานเตรียมหุ่นยนต์ สนามภารกิจ และสื่อการสอนมาครบชุดโดยโรงเรียนไม่ต้องลงทุนซื้อเอง แต่คนที่ทำให้เด็กคนที่ไม่กล้าจับอุปกรณ์ได้จับ คือครูประจำชั้น

ถ้ามีเวลาแค่ครึ่งวัน หรือเด็กเยอะเกินกว่าจะจัดค่ายได้

ค่ายเต็มรูปแบบของเราออกแบบไว้ที่วันละ 6 ชั่วโมง และมักจัดเป็นชุด 2-3 วัน เช่น อังคารถึงพุธ หรือพุธถึงศุกร์ เพราะโครงสร้างกิจกรรมมี 7 ช่วง ตั้งแต่แนะนำวิทยากรและแบ่งกลุ่ม เรียนพื้นฐานหุ่นยนต์ สันทนาการ เกมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติ ประดิษฐ์ แข่งขัน จนถึงประกาศรางวัลและสรุปความรู้ ถ้าตัดให้เหลือครึ่งวัน สิ่งที่หายไปคือช่วงแข่งขันกับช่วงสรุป ซึ่งเป็นสองช่วงที่เด็กจำได้นานที่สุด

เพราะฉะนั้นถ้าเวลามีจำกัดจริง ๆ ทางที่ดีกว่าคือเปลี่ยนรูปแบบ ไม่ใช่ย่อค่าย ให้ใช้ฐานกิจกรรมหมุนเวียนแทน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับคนจำนวนมากในเวลาสั้นอยู่แล้ว รายละเอียดรูปแบบค่ายทั้งหมดอยู่ที่หน้า ค่ายหุ่นยนต์และค่าย STEM สำหรับโรงเรียน ส่วนบริการอื่นที่โรงเรียนเลือกใช้ร่วมกันได้ เช่น การติดตั้งห้องเรียนหุ่นยนต์และการอบรมครู ดูได้ที่หน้า Service for School

สรุปสั้น ๆ สำหรับครูที่กำลังร่างโครงการอยู่ตอนนี้ ค่ายหุ่นยนต์ ประถม วัดผลที่ “เด็กทุกคนได้ทำสำเร็จ” ส่วนค่ายมัธยมต้นวัดผลที่ “เด็กได้ลองแล้วพัง แล้วกลับไปแก้เอง” สองอย่างนี้ใช้อุปกรณ์ชุดเดียวกันได้ แต่เขียนลงในแผนคนละบรรทัด

 

Exit mobile version