โรงเรียนที่จะเปิดห้องเรียนหุ่นยนต์ในโรงเรียนควรเริ่มจากหลักสูตรและคนสอนก่อนซื้ออุปกรณ์เสมอ ลำดับที่ใช้ได้จริงคือ ตัดสินใจว่าจะสอนในคาบวิทยาการคำนวณหรือชุมนุมหลังเลิกเรียน แล้วเลือกแพลตฟอร์มให้ตรงช่วงชั้น อบรมครูผู้สอน จัดห้องและอุปกรณ์ตามจำนวนนักเรียนต่อคาบ และเริ่มอบรมครู ถ้าเดินตามลำดับนี้ โรงเรียนส่วนใหญ่ใช้เวลาราวหนึ่งภาคเรียนก็เปิดสอนได้ ไม่ต้องรอ
ที่ Raise Genius School เราติดตั้งห้องเรียนหุ่นยนต์ให้โรงเรียนมาแล้วหลายรูปแบบ ตั้งแต่โรงเรียนนานาชาติที่สมุยและเชียงใหม่ โรงเรียนสาธิตในกรุงเทพฯ ไปจนถึงโรงเรียนประถมเอกชนขนาดกลาง เช่น นรบุตร(พิจิตร) และ โรงเรียนรัฐฯ ขนาดเล็ก อย่างโรงเรียนวัดหนองบัว ข้อสังเกตที่เห็นซ้ำๆ คือโรงเรียนที่เริ่มจาก “ซื้อชุดหุ่นยนต์ก่อน” มักจบลงด้วยกล่องที่ยังไม่ได้แกะในห้องพัสดุ ส่วนโรงเรียนที่เริ่มจากคำถามว่า “หลักสูตร อบรมครู การจัดตาราง” มักได้ห้องเรียนที่มีชีวิตจริง
เปิดห้องเรียนหุ่นยนต์ในโรงเรียน ขั้นที่ 1 ตอบให้ได้ก่อนว่าจะสอนตรงไหนในตาราง
หลังจาก clear เรื่องหลักสูตร และ อบรมครูแล้ว คำถามถัดไปที่ยังไม่ใช่เรื่องชุดหุ่นยนต์ แต่เป็นเรื่องตาราง โรงเรียนมีทางเลือกหลักสองทาง คือใส่เข้าไปในคาบวิชาวิทยาการคำนวณ ซึ่งได้นักเรียนทั้งระดับชั้นแต่ต้องออกแบบให้จบภายในเวลาที่มี หรือเปิดเป็นชุมนุมและกิจกรรมหลังเลิกเรียน ซึ่งได้เด็กที่สนใจจริงและยืดหยุ่นกว่ามาก(แต่จะมี impact ต่อชื่อเสียงของโรงเรียนและ ต่อผู้ปกครองทั้งโรงเรียนน้อยกว่ามาก)
ขั้นที่ 2 เลือกชุดหุ่นยนต์ให้ตรงงบ และ คุ้มค่า
เด็กประถมต้นกับเด็กมัธยมปลายต้องการเครื่องมือที่ใช้ง่าย เรียนรู้ง่ายโครงสร้างที่ต่อและรื้อได้เร็ว เห็นผลภายใน 2 คาบที่ให้เด็ก ประดิษฐ์และควบคุมหุ่นยนต์ และสามารถเขียนโปรแกรมเพิ่มเติมได้อย่าง่าย
ถ้าโรงเรียนอยากทดลองก่อนลงทุนเต็มรูปแบบ ฐานกิจกรรม STEM เป็นทางเริ่มที่เบากว่า ใช้เวลาไม่นาน แต่ทำให้ครูและฝ่ายบริหารเห็นภาพว่าเด็กตอบสนองอย่างไรก่อนตัดสินใจเรื่องห้องเรียนถาวร
ขั้นที่ 3 ครูคือชิ้นส่วนที่ขาดไม่ได้
ครูไม่จำเป็นต้องเป็นวิศวกร แต่ต้องกล้าพอที่จะยืนหน้าห้องและแนะนำนักเรียน Raise Genius จะมีการ อบรมวิธีจัดการคาบเรียน (จากประสบการณ์จริง) ที่ได้ผลจึงไม่ใช่การนั่งฟังทฤษฎีหนึ่งวัน แต่เป็นการให้ครูลงมือทำโจทย์เดียวกับที่เด็กจะทำ แล้วเจอจุดที่ต้องระวังด้วยตัวเองก่อน!!
สิ่งที่โรงเรียนมักลืมคือแผนสำรองเมื่อครูคนเดียวที่สอนได้ย้ายโรงเรียน ทางที่ปลอดภัยกว่าคือส่งครูอบรมอย่างน้อย 3 – 4 คน หรือมากกว่า ตั้งแต่ต้น และเก็บแผนการสอนไว้เป็นของโรงเรียน ไม่ใช่ของครูคนใดคนหนึ่ง
ขั้นที่ 4 จัดห้องตามจำนวนเด็กต่อคาบ ไม่ใช่ตามจำนวนเด็กทั้งโรงเรียน
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยคือคำนวณอุปกรณ์จากจำนวนนักเรียนทั้งระดับชั้น(อาจจะมีหลายห้องต่อระดับชั้น) ทั้งที่จริงต้องคิดจากจำนวนที่เข้าเรียนพร้อมกันในหนึ่งคาบ(1 ห้องต่อระดับชั้น) และให้เด็กทำงานเป็นกลุ่ม 2-4 คนต่อหนึ่งชุด ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เด็กได้จับอุปกรณ์จริง
เรื่องห้องเองก็ไม่ต้องหรูหรา สิ่งที่จำเป็นจริงมีแค่โต๊ะที่ต่อหุ่นยนต์ได้โดยชิ้นส่วนไม่กลิ้งตกพื้น ปลั๊กไฟเพียงพอ ตู้เก็บที่ล็อกได้ และพื้นที่ว่างสำหรับให้หุ่นยนต์วิ่งทดสอบ ห้องกิจกรรมเดิม(ห้องโล่งๆ) ที่ปรับผังใหม่มักใช้ได้เลย
ทีมของเราอยู่กับงานสอน STEAM Robotic มากว่า 15 ปี และทีมวิศวกรที่ดูแลการติดตั้งมีประสบการณ์ บริการฝั่งโรงเรียนทั้งหมด ทั้งการทำหลักสูตร จัดตั้งห้องเรียนหุ่นยนต์ จัดหาอุปกรณ์ และอบรมครู รวมอยู่ที่หน้า บริการสำหรับโรงเรียน โรงเรียนที่กำลังชั่งใจสามารถทักมาคุยเพื่อประเมินความพร้อมก่อนได้
คำถามชวนคิดสำหรับผู้ปกครองและครู
ลองนึกถึงเด็กในห้องของคุณที่เงียบที่สุด คนที่ไม่ค่อยยกมือตอบวิชาไหนเลย ถ้าวันหนึ่งเขาได้ถือหุ่นยนต์ที่ตัวเองต่อขึ้นมากับมือ แล้วมันเดินได้จริงตอนคาบสุดท้าย คุณคิดว่าสายตาของเด็กคนนั้นจะเปลี่ยนไปไหม และมีเด็กแบบนี้อีกกี่คนในโรงเรียนที่ยังไม่เคยได้โอกาสลอง

